Tips for consumer
12 ต.ค. 69
แอร์ขนาด 18000 BTU กินไฟกี่แอมป์? เป็นหนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัย โดยเฉพาะในช่วงก่อนตัดสินใจติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เพราะต้องการคำนวณค่าไฟที่จะต้องจ่ายในแต่ละเดือนคร่าว ๆ รวมถึงหาแนวทางเพิ่มเติมด้วยว่า ควรเลือกเครื่องปรับอากาศยี่ห้อไหน ถึงจะช่วยประหยัดค่าไฟได้มากที่สุด
โดยในบทความนี้ Mitsubishi Heavy Duty จะพาทุกคนมาดูกันว่า แอร์ 18000 BTU กินไฟทั้งหมดกี่แอมป์ พร้อมกับแนะนำปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ไฟ และวิธีการคำนวณค่าไฟเบื้องต้น เพื่อให้เจ้าของบ้านได้ลองคิดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน รวมถึงเลือกแอร์ให้เข้ากับการใช้งานได้มากที่สุด
โดยปกติแล้ว เครื่องปรับอากาศขนาด 18000 BTU จะมีกำลังไฟแตกต่างกันตามประเภท ระบบการทำงาน และประสิทธิภาพของเครื่องในแต่ละรุ่น แต่แอร์ขนาดนี้จะใช้ไฟประมาณ 1,500 - 2,200 วัตต์ หรืออยู่ในช่วงระหว่าง 6.8 - 10 แอมป์
ก่อนจะคำนวณว่าเปิดแอร์แต่ละครั้ง ต้องเสียค่าไฟประมาณเท่าไร อีกหนึ่งเรื่องที่ควรรู้ คือ ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศ เพราะทั้งตัวเครื่อง รูปแบบการใช้งาน และสภาพของห้อง ล้วนทำให้ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้แตกต่างกันได้ โดยมี 6 ปัจจัยหลักที่ควรทำความเข้าใจ ดังนี้
ค่า SEER (Seasonal Energy Efficiency Ratio) เป็นค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศ โดยเครื่องที่มีค่า SEER สูง จะสามารถทำความเย็นได้ดี เมื่อเทียบกับพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ ทั้งยังช่วยลดการใช้พลังงาน และประหยัดค่าไฟได้มากกว่าเครื่องปรับอากาศที่มีค่า SEER ต่ำ
สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจสอบค่า SEER สามารถดูได้จากฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่แสดงข้อมูลประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศแต่ละรุ่น หรือตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ผ่านเว็บไซต์ และตรวจสอบจากเว็บไซต์ของ กฟผ.
อุณหภูมิภายนอก มีผลต่อการใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศโดยตรง โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อนจัด เพราะยิ่งอุณหภูมิภายนอก แตกต่างจากอุณหภูมิที่ตั้งไว้ภายในห้องมากเท่าไร เครื่องปรับอากาศก็ยิ่งต้องทำงานหนัก และใช้เวลานานขึ้นในการระบายความร้อนออกจากห้อง
การบำรุงรักษาแอร์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออายุการใช้งาน และค่าไฟในแต่ละเดือน เพราะแอร์ที่ไม่ได้ทำความสะอาด จะสะสมฝุ่นและสิ่งสกปรก ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงตามไปด้วย โดยสิ่งที่ควรทำ ได้แก่
ล้างฟิลเตอร์อย่างน้อยสองสัปดาห์ต่อครั้ง
ล้างแอร์ทุก 6 เดือนหรือปีละ 2 ครั้ง
ซึ่งการล้างแอร์ และฟิลเตอร์ของแอร์ ตามระยะเวลาการใช้งานจะช่วยประหยัดไฟได้มากถึง 5-15% ทั้งยังช่วยให้อากาศในบ้านสะอาด และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคทางเดินหายใจได้อีกด้วย
ขนาดและลักษณะของห้อง เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้ไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ โดยพื้นที่ขนาดใหญ่หรือมีเพดานสูง แต่ใช้แอร์ขนาด 18000 BTU จำเป็นต้องใช้พลังงานในการทำความเย็นมากขึ้น
นอกจากนี้ หากภายในห้องเก็บความเย็นได้ไม่ดี รวมถึงมีช่องว่างให้อากาศภายนอกเข้ามา หรือมีการเปิด-ปิดประตูบ่อยครั้ง ความเย็นในห้องก็สามารถรั่วไหลออกไปได้ ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานต่อเนื่อง และใช้พลังงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ระยะห่างระหว่างคอยล์เย็นและคอยล์ร้อน มีผลกับการทำความเย็น และอายุการใช้งานของแอร์ ยิ่งท่อมีระยะไกลมาก แอร์คอมเพรสเซอร์ก็ต้องอัดแรงดันน้ำยามากขึ้น ส่งผลให้แอร์เย็นช้าลง และทำงานหนัก เป็นต้นเหตุให้สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากกว่าปกติ และคอมเพรสเซอร์แอร์เสื่อมสภาพไวขึ้น
ระดับน้ำยาแอร์ที่ต่ำกว่าปกติ อาจทำให้เครื่องปรับอากาศไม่สามารถถ่ายเทความร้อนได้เต็มที่ ส่งผลให้ทำความเย็นได้ช้าลง และคอมเพรสเซอร์ต้องทำงานนานขึ้น เพื่อรักษาอุณหภูมิภายในห้อง ซึ่งมีโอกาสเพิ่มการใช้พลังงาน และค่าไฟตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม หากยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกเครื่องปรับอากาศยี่ห้อไหนดี ขอแนะนำ Mitsubishi Heavy Duty เพราะแอร์ของเรามีดีไซน์สวย คลีนสบาย และติดตั้งสะดวก ทั้งยังทนทานต่อการใช้งาน และมีฟังก์ชันมากมาย เพื่อให้แอร์ทำงานได้ดี และเย็นสบายตลอดทั้งวัน

หากต้องการรู้ว่า การเปิดเครื่องปรับอากาศในแต่ละวัน จะมีค่าไฟประมาณเท่าไร ก็สามารถคำนวณเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง จากกำลังไฟของเครื่อง จำนวนชั่วโมงที่ใช้งาน และค่าไฟต่อหน่วย แต่หากยังไม่แน่ใจว่าต้องคำนวณอย่างไร Mitsubishi Heavy Duty ได้รวบรวมวิธีการคำนวณค่าไฟมาไว้ให้แล้ว ดังนี้
สำหรับเครื่องปรับอากาศที่มีการระบุค่า SEER ก็สามารถนำค่าดังกล่าว มาใช้คำนวณค่าไฟ ร่วมกับขนาด BTU ระยะเวลาที่เปิดใช้งาน และอัตราค่าไฟต่อหน่วยได้ โดยสามารถคำนวณได้ตามสูตร
ค่าไฟแอร์ (บาท) = (ค่า BTU ÷ ค่า SEER ÷ 1,000) x จำนวนชั่วโมงที่เปิด x จำนวนวันใช้งาน x ค่าไฟต่อหน่วย
ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่เครื่องปรับอากาศที่ใช้งานมีค่า SEER 22 ใช้งาน 8 ชั่วโมง/วัน และค่าไฟอยู่ที่ 5 บาท/หน่วย จะสามารถคำนวณได้เป็น
ค่าไฟแอร์ (บาท) = (18,000 BTU ÷ 22 ÷ 1,000) X 8 X 1 X 5
ค่าไฟแอร์ต่อวันเท่ากับ 32.73 บาท
หากเครื่องปรับอากาศที่ใช้งานอยู่ ไม่มีการระบุค่า SEER บนฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 จะต้องนำกำลังไฟ (วัตต์) มาใช้ในการคำนวณ โดยแนะนำให้คำนวณตามสูตร
ค่าไฟแอร์ (บาท) = กำลังไฟ (วัตต์) ÷ 1,000 x จำนวนชั่วโมงที่เปิด x จำนวนวันใช้งาน x ค่าไฟต่อหน่วย
ยกตัวอย่างเช่น หากเครื่องปรับอากาศไม่มีค่า SEER แต่ใช้กำลังไฟทั้งหมด 5,274 วัตต์ ใช้งาน 8 ชั่วโมง/วัน และค่าไฟอยู่ที่ 5 บาท/หน่วย จะสามารถคำนวณได้เป็น
ค่าไฟแอร์ (บาท) = 5,274 ÷ 1,000 x 8 x 1 x 5
ค่าไฟแอร์ต่อวันเท่ากับ 210.96 บาท
หลังจากลองคำนวณค่าไฟของเครื่องปรับอากาศแล้ว หากพบว่าค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่าที่คิดไว้ อาจต้องลองตรวจสอบการทำงานของแอร์เพิ่มเติม เพราะบางครั้งการใช้ไฟที่เพิ่มขึ้น มักเกิดจากความผิดปกติของตัวเครื่อง หรือปัจจัยอื่น ๆ ภายในห้อง โดยสามารถสังเกตเบื้องต้นได้ ดังนี้
บิลค่าไฟสูงกว่าเดือนก่อน ๆ: หากใช้แอร์ในอุณหภูมิเท่าเดิม แต่ค่าไฟกลับเพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณว่าแอร์ที่ใช้งานอยู่เริ่มมีปัญหา
แอร์ไม่เย็นเท่าเมื่อก่อน: หากรู้สึกว่าห้องเย็นช้า หรือไม่เย็นเท่าเดิม อาจเป็นสัญญาณว่าประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องเริ่มลดลง ส่งผลให้แอร์ต้องทำงานนานขึ้น
แอร์ทำงานตลอดเวลา: และไม่ตัดการทำงาน เครื่องจะใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอุณหภูมิภายในห้อง ส่งผลให้การใช้ไฟเพิ่มขึ้น
เสียงแอร์ดังผิดปกติ: เป็นอาการที่บ่งบอกถึงการทำงานที่ผิดปกติของคอมเพรสเซอร์ ทำให้แอร์ทำงานหนักมากกว่าเดิม
แม้เครื่องปรับอากาศจะมีขนาด 18,000 BTU เท่ากัน แต่กำลังไฟที่ใช้สามารถแตกต่างกันได้ ตามประสิทธิภาพของเครื่อง ระบบคอมเพรสเซอร์ ค่า SEER และเทคโนโลยีของแต่ละรุ่น ดังนั้น ควรตรวจสอบกำลังไฟ และข้อมูลบนฉลากประหยัดไฟประกอบด้วย
ค่าไฟจริงอาจแตกต่างจากค่าที่คำนวณไว้ เนื่องจาก สูตรที่ใช้ในการคำนวณเป็นเพียงการประมาณเบื้องต้น ขณะที่การใช้พลังงานจริงยังขึ้นอยู่กับอุณหภูมิภายนอก อุณหภูมิที่ตั้งไว้ ระยะเวลาใช้งาน สภาพของห้อง และประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศ รวมถึงอัตราค่าไฟจริงของที่อยู่อาศัย
สามารถตรวจสอบกำลังไฟของเครื่องปรับอากาศได้จากฉลาก คู่มือผลิตภัณฑ์ และข้อมูลทางเทคนิคของเครื่องปรับอากาศแต่ละรุ่น โดยจะต้องดูค่ากำลังไฟที่ระบุเป็นวัตต์ (W) เพื่อนำไปคำนวณค่าไฟเบื้องต้น
โดยสรุป แอร์ขนาด 18,000 BTU อาจใช้กำลังไฟ และกระแสไฟแตกต่างกันตามประเภท ระบบการทำงาน และประสิทธิภาพของแต่ละรุ่น ดังนั้น หากต้องการประเมินค่าไฟให้ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง ควรตรวจสอบกำลังไฟ และค่า SEER ของรุ่นที่ใช้งาน พร้อมนำมาคำนวณร่วมกับจำนวนชั่วโมงที่เปิด และอัตราค่าไฟต่อหน่วย
นอกจากนี้ ค่าไฟที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งอุณหภูมิภายนอก ขนาดและสภาพของห้อง การบำรุงรักษา รวมถึงสภาพการทำงานของเครื่อง หากพบว่าค่าไฟสูงขึ้น แอร์เย็นช้ากว่าเดิม หรือเครื่องทำงานต่อเนื่องผิดปกติ ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบ เพื่อลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น
สุดท้ายนี้ หากกำลังมองหาแอร์มาใช้งานในบ้าน หรือติดตั้งในอาคารพาณิชย์ Mitsubishi Heavy Duty เรามีแอร์ขนาด 18000 BTU ให้เลือกมากมาย พร้อมเทคโนโลยี Jet Flow, ระบบฟอกอากาศ, Self Clean, คอยล์ทองแดงแท้ 100% และ Blue Fin ที่ช่วยให้ห้องเย็นเร็วยิ่งขึ้น หากสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Facebook Page: Mitsubishi Heavy Duty Thailand
Website: www.mitsuheavythai.com
Line: @mitsuheavydutyTH
Lazada: Mitsubishi Heavy Duty