Tips for consumer
28 ก.ย. 69
อากาศรอบตัวที่เราใช้หายใจอยู่ทุกวัน อาจไม่ได้บริสุทธิ์อย่างที่หลายคนเข้าใจ ไม่ว่าจะอยู่ในเขตเมือง หรือพื้นที่ชนบท มลพิษล้วนฟุ้งกระจายปะปนอยู่ในอากาศไม่ต่างกัน ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสนใจหาเครื่องฟอกอากาศ มาใช้งานภายในบ้าน
อย่างไรก็ตาม บางคนอาจยังไม่ได้ให้ความสำคัญ ในบทความนี้ Mitsubishi Heavy Duty ขอชวนมาทำความเข้าใจว่า เครื่องฟอกอากาศ ช่วยอะไรได้บ้าง พร้อมเหตุผลว่าทำไมบ้านยุคใหม่ถึงควรมีติดบ้านไว้

คำถามสำคัญอย่าง “เครื่องฟอกอากาศจำเป็นแค่ไหน และช่วยอะไรได้บ้าง?” คำตอบคือ จำเป็นอย่างมาก เพราะในยุคที่ฝุ่น PM2.5 และมลพิษเป็นเรื่องใกล้ตัว จนเครื่องกรองอากาศ กลายเป็นสิ่งจำเป็นประจำบ้าน ไม่แพ้เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น และนี่คือประโยชน์หลัก ๆ ของเครื่องฟอกอากาศ ดังนี้
ฝุ่นละอองขนาดเล็ก เป็นภัยร้ายต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะ PM2.5 หากร่างกายได้รับสะสมอยู่ตลอดเวลา อาจกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ หรือแม้แต่ฝุ่นละอองทั่วไป ก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน
ดังนั้น การใช้เครื่องฟอกอากาศ จะช่วยดักจับฝุ่นในอากาศให้ลดลง จนอากาศภายในบ้านสะอาดขึ้น
หลายคนอาจคิดว่า แค่ปิดหน้าต่างหรือประตู ก็เพียงพอที่จะกันฝุ่นได้แล้ว แต่ในความเป็นจริง แม้จะช่วยลดฝุ่นได้ในระดับหนึ่ง ฝุ่นก็ยังสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้ ไม่ว่าจะผ่านช่องเล็ก ๆ หรือติดมากับเสื้อผ้าของผู้ที่เข้าออกบ้าน การมีเครื่องกรองอากาศ จึงช่วยรับประกันได้ว่าปริมาณฝุ่นในบ้านจะลดลง
เครื่องฟอกอากาศบางรุ่น สามารถปล่อยไอออนประจุลบ ซึ่งช่วยจับตัวอนุภาคขนาดเล็กในอากาศ ไม่ว่าจะเป็น ฝุ่น ควัน เชื้อรา หรือแบคทีเรีย ทำให้อนุภาคเหล่านี้รวมตัวกัน และตกลงสู่พื้น แทนที่จะล่องลอยอยู่ในอากาศ จึงช่วยลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อโรคภายในบ้านได้
บ้านที่เลี้ยงสัตว์ มีคนสูบบุหรี่ หรือมีกลิ่นอาหารติดค้าง มักเจอปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง การมีเครื่องกรองอากาศ จะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้อากาศภายในบ้าน ดูดซับกลิ่นต่าง ๆ ได้ดี โดยเฉพาะบ้านที่ไม่มีช่องแสงหรือช่องระบายอากาศเพียงพอ
อีกหนึ่งปัญหายอดฮิตที่หลายบ้านเจอ คือฝุ่นที่เกาะตามเฟอร์นิเจอร์ ผนัง หรือเพดาน การมีเครื่องกรองอากาศจะช่วยลดปัญหาฝุ่นเกาะตามจุดต่าง ๆ โดยเฉพาะบ้านที่ต้องเปิดหน้าต่างเป็นประจำ เพราะฝุ่นในอากาศที่ลอยเข้ามาในบ้านจะลดลง ทำให้ไม่ต้องเช็ดทำความสะอาดบ่อยครั้งเหมือนเดิม
หากคุณกำลังมองหาเครื่องกรองอากาศที่ตอบโจทย์ ทั้งเรื่องความคุ้มค่า ราคาที่จับต้องได้ และฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน Mori Series Air Purifier จาก Mitsubishi Heavy Duty คือ คำตอบที่ไม่ควรมองข้าม
ด้วยดีไซน์มินิมอลทันสมัย เข้ากับการแต่งบ้านทุกสไตล์ ใช้งานง่าย และที่สำคัญ สามารถดักจับฝุ่น PM2.5 ได้สูงถึง 99% มอบอากาศบริสุทธิ์ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน

ก่อนตัดสินใจซื้อ สิ่งแรกที่ควรเข้าใจ คือ เครื่องแต่ละรุ่นถูกออกแบบมา เพื่อการใช้งานที่แตกต่างกัน หากคุณกำลังมองหา วิธีเลือกเครื่องฟอกอากาศให้คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งาน ควรพิจารณาจากปัจจัยหลัก ๆ ดังต่อไปนี้
ก่อนอื่นควรวัดขนาดห้องที่ต้องการใช้งานคร่าว ๆ แล้วเลือกเครื่องฟอกอากาศที่มีค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) หรือระบุพื้นที่ใช้งานสูงสุดให้เหมาะสมกับขนาดห้องจริง เพราะหากเลือกเครื่องที่มีกำลังฟอกอากาศต่ำกว่าขนาดห้อง จะทำให้เครื่องทำงานหนักตลอดเวลา โดยไม่สามารถฟอกอากาศได้ทั่วถึง
หัวใจสำคัญที่บ่งบอกว่าเครื่องกรองอากาศเครื่องนั้นดีหรือไม่ดี เริ่มต้นที่ “ฟิลเตอร์” ซึ่งทำหน้าที่ดักจับฝุ่น และสิ่งปนเปื้อน ในขณะที่เครื่องดูดอากาศเข้ามาภายในตัวเครื่อง โดยฟิลเตอร์ที่ดีควรมีการกรองหลายชั้น เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานได้ครบวงจร ทั้งเรื่องกลิ่น ฝุ่น และเชื้อโรค เช่น
ฟิลเตอร์มาตรฐาน (Pre-Filter): ดักจับฝุ่นขนาดใหญ่ เช่น เส้นผม ขนสัตว์ หรือฝุ่นละอองก้อนใหญ่ ช่วยยืดอายุการใช้งานของฟิลเตอร์ชั้นถัดไป
ฟิลเตอร์กรองฝุ่น PM2.5: ต้องสามารถดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากสำหรับสภาพอากาศในเมืองไทย โดยเฉพาะช่วงหน้าฝุ่น
ฟิลเตอร์คาร์บอน (Activated Carbon): ช่วยดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ ทั้งกลิ่นอาหาร กลิ่นควันบุหรี่ และแก๊สพิษต่าง ๆ ในอากาศ
หมายเหตุ: ควรพิจารณาเรื่องอายุการใช้งานของฟิลเตอร์ และค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนฟิลเตอร์ในระยะยาวด้วย
การเลือกใช้เครื่องกรองอากาศ ต้องพิจารณาความเร็วลม (Fan Speed) ของใบพัด เพราะมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
โดยทั่วไป แนะนำให้เลือกเครื่องที่มีระดับความแรง ให้ปรับได้หลายระดับ เช่น ประมาณ 5 ระดับความเร็ว เพื่อให้สามารถปรับใช้งานได้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ และกิจวัตรประจำวัน ตัวอย่างเช่น
ระดับ 1-2: เหมาะกับการใช้งานในห้องขนาดเล็ก เช่น ห้องนอนหรือห้องทำงาน ที่เปิดหน้าต่างน้อย หรือไม่เปิดเลย หรือใช้งานช่วงเวลานอนหลับที่ต้องการความเงียบ ไม่มีเสียงรบกวน
ระดับ 3-4: เหมาะกับห้องนั่งเล่น หรือพื้นที่สำนักงานที่มีผู้คนใช้งานร่วมกันหลายคน
ระดับ 5: เหมาะกับการใช้งานในห้องโถงขนาดใหญ่ หรือห้องที่ต้องเปิดหน้าต่างเป็นประจำ ซึ่งมีฝุ่น และมลภาวะเข้ามาในพื้นที่มากกว่าปกติ
สุดท้าย คือ เรื่องเทคโนโลยีที่เป็นจุดแตกต่างของแต่ละผู้ผลิต เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย โดยฟังก์ชันที่เหมาะกับสภาพอากาศในประเทศไทย และควรมองหา ได้แก่
เซนเซอร์วัดคุณภาพอากาศ: ช่วยแสดงผลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ โดยสามารถตรวจจับได้ทั้ง ฝุ่นละออง (Particulate matter) และสารประกอบอินทรีย์ระเหย (TVOC)
เทคโนโลยีไอออน (ION Technology): ปล่อยประจุลบ เพื่อกำจัดฝุ่นและเชื้อโรคในอากาศเพิ่มเติม จากการกรองด้วยฟิลเตอร์
โหมดการทำงานที่หลากหลาย: เช่น โหมดตั้งค่าด้วยตัวเอง โหมดเงียบสำหรับเวลากลางคืน หรือโหมดอัตโนมัติ ที่ปรับความแรงตามคุณภาพอากาศ
เปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ควรพักเครื่องบ้าง เมื่อไม่ได้อยู่ในพื้นที่ เพื่อยืดอายุการใช้งาน
ดูจากค่า CADR เป็นหลัก ซึ่งเป็นค่าปริมาณอากาศสะอาดที่เครื่องฟอกสามารถผลิตได้ต่อชั่วโมง ยิ่งมีค่าสูง แสดงว่าสามารถรองรับพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ดียิ่งขึ้น
วางได้ โดยเครื่องกรองอากาศมีความปลอดภัยต่อการใช้งาน โดยอาจพิจารณาการเลือกโหมดที่มีเสียงเบา เพื่อไม่ให้รบกวนการนอน
โดยสรุปแล้ว เครื่องกรองอากาศ ช่วยอะไรได้บ้าง? คำตอบ คือประโยชน์ของไอเทมนี้มีมากมาย เช่น ลดฝุ่นในอากาศ เพิ่มอากาศบริสุทธิ์ในอาคาร และกำจัดกลิ่นรบกวน จนกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าสำคัญของบ้านยุคใหม่ที่ขาดไม่ได้ และไม่ใช่ของฟุ่มเฟือยอย่างที่หลายคนเข้าใจ เนื่องจากอากาศที่ดี เป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดีของทุกคน
สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศ Mitsubishi ดี ๆ สักเครื่อง อย่าลืมนึกถึง Mitsubishi Heavy Duty กับผลิตภัณฑ์ “Mori Series Air Purifier” เครื่องกรองอากาศที่เหมาะกับห้องขนาดใหญ่ถึง 43.94 ตร.ม. พร้อมมอบอากาศบริสุทธิ์ด้วยฟิลเตอร์ถึง 3 ชั้น ที่ช่วยจบปัญหาทั้งเรื่องฝุ่นและกลิ่นได้ในเครื่องเดียว ฟิลเตอร์มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 2,400 ชั่วโมง
อีกทั้งยังมาพร้อมฟังก์ชัน IONIZER ที่ปล่อยประจุลบช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ และสดชื่น เหมือนได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ สนใจสามารถปรึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า หรือสั่งซื้อ ได้ที่
Facebook Page: Mitsubishi Heavy Duty Thailand
Website: www.mitsuheavythai.com
Line: @mitsuheavydutyTH
Lazada: Mitsubishi Heavy Duty