Tips for consumer 5 มิ.ย. 69

การเลือกแอร์มาใช้งาน ไม่ควรดูแค่ดีไซน์ ราคา หรือโปรโมชันในช่วงเวลานั้น เพราะอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้าม คือ BTU ของแอร์ ซึ่งหากเลือก BTU ไม่เหมาะกับขนาดห้อง อาจทำให้แอร์เย็นช้า ทำงานหนัก หรือไม่เย็นสบายทั้งที่ควร ส่งผลให้หลายคนสงสัยว่าแอร์มีกี่ BTU เพราะไม่แน่ใจว่าควรเลือกอย่างไรดี

ในบทความนี้ Mitsubishi Heavy Duty จะพาทุกคนมาทำความเข้าใจกันว่า แอร์มีกี่ BTU พร้อมวิธีเลือกเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับขนาดห้อง เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกแอร์ได้ง่าย ภายใน 1 นาที ทั้งยังประหยัดไฟ และใช้งานเครื่องปรับอากาศได้ในระยะยาว

ไขคำตอบ ! แอร์มีกี่ BTU รู้ให้เคลียร์ก่อนตัดสินใจซื้อ

BTU (British Thermal Unit) คือ ค่าที่บอกกำลังความเย็นของแอร์ โดยยิ่งตัวเลข BTU สูง ก็ยิ่งมีความสามารถในการทำความเย็นเพิ่มมากขึ้น รองรับกับห้องหรือสถานที่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน เครื่องปรับอากาศมีให้เลือกหลากหลายขนาด ทำให้การเลือก BTU ให้เหมาะกับขนาดห้อง จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องปรับอากาศ สิ้นเปลืองพลังงานโดยไม่จำเป็น

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อแอร์ ควรศึกษาขนาด BTU ให้เหมาะกับพื้นที่ใช้งาน เพื่อให้บ้านเย็นสบาย และประหยัดไฟมากขึ้น โดยทั่วไปแล้ว เครื่องปรับอากาศส่วนใหญ่จะมี BTU ตั้งแต่ 9,000 BTU ขึ้นไป จนถึงขนาด BTU ที่มากขึ้น ดังนี้

  • 9,000 BTU

เหมาะกับห้องที่มีพื้นที่ประมาณ 9 - 12 ตารางเมตร เช่น ห้องนอนขนาดเล็ก ห้องทำงาน หรือคอนโดสตูดิโอ เพราะสามารถกระจายความเย็นได้ทั่วถึง โดยไม่กินไฟมากจนเกินไป

  • 12,000 BTU

เหมาะกับห้องขนาดประมาณ 12 - 16 ตารางเมตร เช่น ห้องนอนขนาดกลาง หรือห้องนั่งเล่นขนาดเล็ก ถือเป็นขนาดที่ได้รับความนิยม เพราะเข้ากับการใช้งานในหลากหลายพื้นที่

  • 15,000 BTU

ตอบโจทย์การใช้งานในห้องขนาด 15 - 20 ตารางเมตร หรือห้องขนาดกลาง ที่โดนแดดจัด มีหน้าต่างเยอะ หรือมีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชิ้น

  • 18,000 BTU

เหมาะกับพื้นที่ประมาณ 16 - 24 ตารางเมตร เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก หรือพื้นที่เชื่อมต่อหลายโซน เพราะสามารถกระจายลมเย็นได้มากขึ้น

  • 20,000 BTU

ตอบโจทย์กับห้องขนาดประมาณ 21 - 28 ตารางเมตร เช่น ห้องประชุม โฮมออฟฟิศ หรือพื้นที่ใช้งานขนาดใหญ่

  • 24,000 BTU

เหมาะกับพื้นที่ประมาณ 24 - 32 ตารางเมตร หรือมากกว่านั้น เช่น ห้องโถง ร้านค้า คาเฟ่ หรือบ้านที่มีพื้นที่เปิดโล่ง เพราะให้กำลังความเย็นสูง ทำให้สามารถทำความเย็นได้รวดเร็ว และทั่วถึง

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ ที่เหมาะสำหรับอาคารพาณิชย์ หรือออฟฟิศขนาดเล็ก เช่น

  • เครื่องปรับอากาศประเภท 4 ทิศทาง 

  • เครื่องปรับอากาศแบบแขวนใต้ฝ้า

  • เครื่องปรับอากาศแบบต่อท่อลม 

  • เครื่องปรับอากาศแบบตู้ตั้ง 

  • และเครื่องปรับอากาศแบบทิศทางเดียว

โดย เครื่องปรับอากาศประเภทนี้ อาจมีกำลังทำความเย็นสูงถึง 48,000 Btu/h หรือมากกว่า เหมาะกับพื้นที่ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 48 - 64 ตร.ม.

แอร์มีกี่ btu

เจาะลึก ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา ในการเลือก BTU แอร์

หลังจากที่รู้กันไปแล้วว่า แอร์มีกี่ BTU เชื่อว่าหลายคนคงมีตัวเลือกในการตัดสินใจซื้อแอร์มากขึ้น แม้การเลือก BTU ของแอร์ จะสามารถคำนวณจากขนาดห้องได้เบื้องต้น แต่ในความเป็นจริงนั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพทำความเย็นโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น

  • ทิศทางแสงแดด

ห้องที่หันไปทางทิศตะวันตก หรือห้องที่โดนแดดช่วงบ่ายเป็นประจำ มักมีความร้อนสะสมมากกว่าปกติ ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น หรือห้องกระจกที่โดนแดดทุกทิศทางก็ยิ่งทำให้เกิดความร้อน ดังนั้น หากห้องโดนแดดโดยตรง ควรพิจารณาเลือกแอร์ที่มีค่า BTU สูงกว่าปกติ เพื่อให้ห้องเย็นเร็ว และทำความเย็นได้ดี

  • ความสูงเพดาน

นอกจากขนาดพื้นที่ห้องแล้ว ความสูงของเพดาน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะห้องที่มีเพดานสูง ปริมาณลมเย็นที่ต้องใช้จะเพิ่มขึ้น หากเลือก BTU ต่ำเกินไป อาจทำให้แอร์เย็นช้า หรือกระจายความเย็นได้ไม่ทั่วถึง

  • จำนวนคนใช้งาน

จำนวนคนภายในห้อง มีผลต่ออุณหภูมิภายในพื้นที่โดยตรง เพราะร่างกายของคนเราสามารถสร้างความร้อนได้ ดังนั้น หากรู้ว่ามีคนเข้ามาใช้งานในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ควรเลือกแอร์ที่มี BTU สูงขึ้น เพื่อรองรับการใช้งานได้อย่างเหมาะสม

  • เครื่องใช้ไฟฟ้าในห้อง

เครื่องไฟฟ้าหลายชนิด เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ ตู้เย็น หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ที่มีการปล่อยความร้อนขณะใช้งาน ล้วนส่งผลให้อุณหภูมิภายในห้องสูงขึ้น ดังนั้น หากภายในห้องมีอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชิ้น แนะนำให้เพิ่ม BTU ของแอร์ เพื่อรักษาความเย็นให้คงที่มากขึ้น

  • รูปแบบการใช้งานห้อง

ลักษณะการใช้งานของแต่ละห้อง ก็มีผลต่อการเลือก BTU เช่น ห้องที่มีการใช้งานต่อเนื่อง หรือมีการเข้า-ออกบ่อยครั้ง ดังนั้น ควรเลือกขนาด BTU ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริง เพื่อให้แอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และประหยัดพลังงานมากขึ้น

ทั้งนี้ หากคุณกำลังมองหาเครื่องปรับอากาศมาใช้งาน Mitsubishi Heavy Duty คือทางเลือกที่ออกแบบมาเพื่อคุณด้วยเฉพาะ เพราะแอร์ของเรามีพลังลมที่สามารถกระจายความเย็นได้ไกล ทั้งยังมีความทนทานสูง ทำให้ไม่ว่าจะติดตั้งส่วนไหน ก็ทำความเย็นได้ดี

แอร์มีกี่ btu

ชวนรู้ นอกจาก BTU ของแอร์ ควรดูอะไรเพิ่มก่อนซื้อเครื่องปรับอากาศ

ในการเลือกซื้อแอร์มาใช้งาน นอกจากจะต้องทำความเข้าใจรูปแบบการใช้งานในแต่ละพื้นที่แล้ว ก็ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ควรพิจารณาร่วมด้วย เพื่อให้ใช้งานได้คุ้มค่า ประหยัดพลังงาน และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากขึ้น โดยฟังก์ชันที่ควรพิจารณา ก่อนซื้อเครื่องปรับอากาศ มีดังนี้

  • ระบบ Inverter

ระบบ Inverter คือ เทคโนโลยี ที่ช่วยควบคุมการทำงานของคอมเพรสเซอร์ ให้ปรับรอบการทำงาน ตามอุณหภูมิภายในห้องอัตโนมัติ ทำให้แอร์ทำความเย็นได้สม่ำเสมอ ประกอบด้วยชิ้นส่วนสำคัญ 4 ชิ้นส่วน ได้แก่ 

  • แผงวงจร PAM Inverter

  • DC Compressor

  • DC Motor 

  • และ Electronic Expansion Valve 

ที่ช่วยควบคุมการทำงานของเครื่องปรับอากาศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รักษาอุณหภูมิให้คงที่ และเกิดการประหยัดไฟมากที่สุด

แอร์มีกี่ BTU

  • ค่า SEER และฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5

อีกหนึ่งจุดสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ ค่า SEER ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานของเครื่องปรับอากาศ โดยยิ่งค่า SEER สูง ก็ยิ่งช่วยประหยัดไฟได้มากขึ้น นอกจากนี้ ควรเลือกแอร์ที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งาน และลดค่าไฟได้จริง

  • ฟังก์ชันฟอกอากาศ

เมื่อปัญหา PM 2.5 ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง ทำให้เครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ มักมาพร้อมกับระบบฟอกอากาศ หรือแผ่นกรองฝุ่น PM 2.5 ที่ช่วยลดฝุ่น กลิ่นไม่พึงประสงค์ รวมถึงสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ เหมาะกับบ้านที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เป็นภูมิแพ้อย่างยิ่ง

  • ระบบทำความสะอาดอัตโนมัติ

ฟังก์ชันทำความสะอาดอัตโนมัติ ช่วยลดการสะสมของฝุ่น ความชื้น และเชื้อราภายในเครื่องปรับอากาศ โดยระบบจะช่วยเป่าลมไล่ความชื้น หลังปิดใช้งาน ทำให้ภายในเครื่องปรับอากาศสะอาดมากขึ้น ทั้งยังช่วยลดกลิ่นอับ และลดภาระในการดูแลรักษาอีกด้วย

Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแอร์

  • ห้องขนาดเล็ก ควรใช้แอร์กี่ BTU?

ห้องขนาดเล็กที่มีขนาดประมาณ 9 - 12 ตารางเมตร เช่น ห้องนอน หรือคอนโดขนาดเล็ก แนะนำให้เลือกแอร์ประมาณ 9,000 BTU เพื่อให้ทำความเย็นได้เหมาะสม และไม่กินไฟ

  • หากเลือก BTU ต่ำเกินไป ส่งผลต่อการใช้งานอย่างไรบ้าง?

ในกรณีที่เลือก BTU ต่ำกว่าขนาดห้อง แอร์จะต้องทำงานหนัก ทำให้เย็นช้า และกินไฟมากขึ้น ทั้งยังส่งผลต่ออายุการใช้งานโดยตรง

  • ห้องโดนแดดเยอะ ควรเพิ่ม BTU หรือไม่?

ควรเพิ่ม BTU เล็กน้อย เพราะห้องที่โดนแดดจัด โดยเฉพาะทิศตะวันตก มักมีความร้อนสะสมสูง ทำให้แอร์ต้องใช้กำลังความเย็นมากขึ้น เพื่อรักษาอุณหภูมิภายในห้อง

ก็จบกันไปแล้ว กับเทคนิคเลือกแอร์ให้เข้ากับการใช้งาน หวังว่าหลายคนคงจะเข้าใจกันมากขึ้นว่าแอร์มีกี่ BTU โดยจะเห็นได้ว่า การเลือก BTU ได้พอดี จะช่วยให้แอร์ทำความเย็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เย็นเร็ว ประหยัดพลังงาน และลดภาระการทำงานของเครื่องได้มากขึ้น

ทั้งนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องปรับอากาศคุณภาพดี Mitsubishi Heavy Duty พร้อมตอบโจทย์ทุกพื้นที่การใช้งาน เพราะเรามีเทคโนโลยีที่ช่วยให้แอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระจายลมได้ใกล้ ทำให้เย็นสบายตลอดทั้งวัน หากสนใจสอบถามรายละเอียด หรือเลือกชมรุ่นที่สนใจได้ที่

 

Facebook Page: Mitsubishi Heavy Duty Thailand

Website: www.mitsuheavythai.com

Line: @mitsuheavydutyTH

Lazada: Mitsubishi Heavy Duty

LATEST ARTICLES
OF AIR CONDITIONERS