Tips for consumer
25 พ.ค. 69
แอร์ติดผนังที่ดี ไม่ใช่แค่ดีไซน์สวย หรือราคาอยู่ในงบประมาณที่วางไว้เท่านั้น แต่ต้องทำความเย็นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการคำนวณ BTU แอร์ให้เหมาะกับขนาดห้อง จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะช่วยให้แอร์กระจายความเย็นทั่วถึง รวมถึงลดภาระการทำงานของเครื่อง และประหยัดพลังงานในระยะยาว
ในบทความนี้ Mitsubishi Heavy Duty จะพาคุณมาเรียนรู้วิธีคำนวณ BTU แอร์กันอย่างละเอียด เพื่อให้คุณได้เลือกแอร์ที่มีประสิทธิภาพ และประหยัดพลังงาน มาใช้งานในทุกพื้นที่ที่ต้องการ ทั้งยังทำความเย็นได้รวดเร็ว โดยที่ไม่รู้สึกร้อนอีกต่อไป
BTU (British Thermal Unit) เป็นหน่วยใช้วัดพลังงานความร้อน โดย 1 BTU คือ ปริมาณพลังงานของน้ำ 1 ปอนด์ (ประมาณ 0.45 กิโลกรัม) มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น หรือลดลง 1 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่ง BTU ถูกใช้ในการบอกถึงความสามารถ ในการทำความเย็นของแอร์
หมายความว่า ยิ่งค่า BTU สูงเท่าไหร่ เครื่องปรับอากาศก็จะทำความเย็นได้มากเท่านั้น ทำให้การเลือกซื้อแอร์ในแต่ละครั้ง จะต้องสังเกตค่า BTU ก่อน เพื่อให้แอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่สิ้นเปลืองพลังงาน และประหยัดค่าใช้จ่าย โดยจุดสังเกตของการเลือกแอร์ที่มีค่า BTU ผิด มีดังนี้
หากแอร์ที่เลือกใช้งานมีค่า BTU สูงเกินไป คอมเพรสเซอร์จะตัดบ่อย ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลง ส่งผลให้ความชื้นในห้องสูง และสิ้นเปลืองพลังงาน ทั้งยังเสียเงินโดยไม่จำเป็น
สำหรับการใช้แอร์ที่มีค่า BTU ต่ำเกินไป คอมเพรสเซอร์จะทำงานตลอดเวลา เนื่องจาก ความเย็นของห้องไม่ตรงตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน และอายุการใช้งานของเครื่องสั้นลง

การคำนวณค่า BTU ที่เหมาะสมของเครื่องปรับอากาศนั้น ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น ขนาดห้อง จำนวนห้อง และกิจกรรมต่าง ๆ ในห้อง ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า และทิศทางของแดด โดยสามารถคำนวณได้ผ่าน 2 สูตร ได้แก่
สำหรับห้องที่มีความสูงของเพดานไม่เกิน 3 เมตร สามารถคำนวณได้ตามสูตร
BTU = [กว้าง(เมตร) x ยาว(เมตร)] x ค่า Cooling Load
โดยค่า Cooling Load คือ ค่าความร้อนที่เกิดขึ้นภายในห้อง ซึ่งแอร์ติดผนังจะต้องกำจัดความร้อนออกไป โดยแบ่งได้ตามลักษณะของห้อง และแบ่งเป็นประเภทห้องที่โดนแดด และ ไม่โดนแดด โดยสำหรับห้องที่ไม่โดนแดด ควรใช้ค่า Cooling Load ประมาณ 850 Btu/h เป็นอย่างต่ำ และห้องที่โดนแดด ควรใช้ค่า Cooling Load ประมาณ 950 Btu/h เป็นอย่างต่ำ ยกตัวอย่างเช่น
ห้องนอนที่โดนแดดมีขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 3 เมตร สามารถคำนวณได้ดังนี้ (3 x 3) x 950 = 8550 Btu/h หรือขนาด 9,000 Btu/h
ดังนั้น ควรใช้แอร์ขนาด 9,000 BTU โดยควรเลือกแอร์ที่มีขนาด Btu/h สูงกว่าที่คำนวณได้เสมอ เช่น คำนวณได้ว่า ห้องที่ใช้งานควรใช้แอร์ขนาด 8,700 Btu/h ควรปัดขึ้นเป็น 9,000 Btu/h หรือห้องที่ใช้งานควรใช้แอร์ขนาด 11,470 Btu/h ก็ควรปัดขึ้นเป็น 12,000 Btu/h เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้แอร์ทำงานหนักจนเกินไป และทำความเย็นได้รวดเร็ว
ในกรณีที่ห้องมีเพดานสูงเกิน 3 เมตร จะต้องคำนวณขนาด BTU ของแอร์ด้วยสูตร
Btu = [กว้าง x ยาว x (สูง)/3] x Cooling Load
ยกตัวอย่างเช่น ห้องนั่งเล่นที่โดนแดดมีขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 4 เมตร สูง 3.6 เมตร สามารถคำนวณได้เป็น [(3 x 4) x 3.6/3] x 950 = 13,680 Btu/h ดังนั้น ควรเลือกใช้แอร์ขนาด 15,000 Btu/h
หลังจากที่ลองคำนวณ BTU แอร์กันไปแล้ว หากยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกแอร์ขนาดเท่าไหร่ดี เพราะกลัวคำนวณไม่ถูกต้อง ไม่ต้องกังวลกันไป Mitsubishi Heavy Duty ได้รวบรวมตาราง BTU แอร์ที่เหมาะสมกับขนาดห้องมาไว้ให้แล้ว ดังนี้
|
ขนาด BTU |
ขนาดห้อง (ตร.ม.) ที่ไม่โดนแดด |
ขนาดห้อง (ตร.ม.) ที่โดนแดด |
|
9,000 |
9 - 12 ตร.ม. |
9 - 13 ตร.ม. |
|
12,000 |
12 - 16 ตร.ม. |
13 - 17 ตร.ม. |
|
15,000 |
15 - 20 ตร.ม. |
17 - 21 ตร.ม. |
|
18,000 |
16 - 24 ตร.ม. |
20 - 24 ตร.ม. |
|
20,000 |
21 - 28 ตร.ม. |
23 - 27 ตร.ม. |
|
24,000 |
24 - 32 ตร.ม. |
28 - 32 ตร.ม. |
|
30,000 |
30 - 40 ตร.ม. |
35 - 39 ตร.ม. |
อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่มีแผนซื้อแอร์ติดผนัง มาใช้งานในบ้าน หรือคอนโดมิเนียม อย่าลืมนึกถึง Mitsubishi Heavy Duty เครื่องปรับอากาศที่มีดีไซน์สวย คลีนสบายตา ติดตั้งสะดวก ประหยัดไฟ ทนทานต่อการใช้งาน และทำความเย็นได้ดีตลอดทั้งวัน

เชื่อว่าหลายคนยังสงสัยว่า ทำไมต้องเสียเวลาคำนวณค่า BTU ทั้งที่ดูขนาดแอร์ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ซึ่งค่า BTU ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขทั่วไป แต่เป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพการทำความเย็น ดังนั้น ลองมาดูกันว่ามีเหตุผลอะไรบ้าง ที่ทุกคนควรคำนวณ BTU ของแอร์ติดผนัง ก่อนตัดสินใจซื้อ
การเลือก BTU ที่เหมาะสมกับขนาดห้อง ทำให้แอร์สามารถทำความเย็นได้เร็ว และกระจายลมได้ทั่วทั้งพื้นที่ โดยไม่เกิดปัญหาเย็นเฉพาะจุด หรือบางมุมของห้องยังร้อนอยู่
หากคำนวณ BTU ได้เหมาะสมกับขนาดห้อง แอร์จะไม่ต้องทำงานหนักเกินไป และทำความเย็นได้ต่อเนื่อง ทำให้ใช้งานได้ยาวนาน ลดโอกาสเกิดปัญหาจุกจิกในระยะยาว
การคำนวณ BTU ยังช่วยให้แอร์ไม่กินไฟเกินความจำเป็น ผลที่ตามมา คือค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนสมเหตุสมผล ต่างจากการใช้แอร์ที่มีค่า BTU สูง หรือต่ำจนเกินไป ทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานหนัก ส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้นตามไปด้วย
หาก BTU สูงเกินไป คอมเพรสเซอร์แอร์จะตัดการทำงานปล่อย ทำให้เปลืองไฟ แต่ถ้าค่า BTU ต่ำเกินไป แอร์จะทำงานหนัก เย็นช้า และเสี่ยงที่เครื่องจะเสื่อมสภาพเร็ว
โดยปกติแล้ว สามารถเลือกค่า BTU ที่ใกล้เคียงได้ แต่ไม่ควรต่างกันเกิน 1,000 BTU และควรปัดค่า Btu/h ที่คำนวณได้ขึ้นเสมอ เช่น 8,700 Btu/h ควรปัดขึ้นเป็น 9,000 Btu/h เพื่อป้องกันไม่ให้แอร์ทำงานหนักเกินไป (หรือหากคำนวณได้ 12,060 Btu/h สามารถปัดลงเป็น 12,000 Btu/h ได้ เนื่องจากขนาด Cooling Capacity ที่ห้องต้องการไม่แตกต่างจากค่ามาตรฐานของเครื่องปรับอากาศมากจนเกินไปนัก)
ช่วยประหยัดไฟได้จริง เพราะแอร์ที่มี BTU เหมาะสม จะไม่ทำงานหนักเกินไป และทำความเย็นได้เร็ว ทำให้ลดค่าไฟได้ในระยะยาว
เป็นอย่างไรกันบ้าง กับวิธีการคำนวณ BTU แอร์ที่จะช่วยให้คุณเลือกเครื่องปรับอากาศ อย่างแอร์ติดผนัง ได้เหมาะกับขนาดของห้อง และลักษณะการใช้งานมากที่สุด เพื่อลดการทำงานหนักของเครื่อง และประหยัดค่าบำรุงรักษาในอนาคต
อย่างไรก็ตาม หากคุณกำลังมองหาแอร์ติดผนัง แต่ไม่แน่ใจว่าจะเลือกยี่ห้อไหนดี อย่าลืมนึกถึง Mitsubishi Heavy Duty เพราะแอร์ของเราประหยัดไฟด้วยเทคโนโลยี Inverter แท้ทั้งระบบ ทั้งยังมีการออกแบบช่องลมแบบ Jet Flow ที่ช่วยทำความเย็นได้ไกล และยังมีฟังก์ชันอื่น ๆ ที่ช่วยให้แอร์สามารถทำความเย็นได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะใช้ชีวิตอยู่มุมไหนของห้อง ก็รู้สึกเย็นสบายอย่างแน่นอน หากสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Facebook Page: Mitsubishi Heavy Duty Thailand
Website: www.mitsuheavythai.com
Line: @mitsuheavydutyTH
Lazada: Mitsubishi Heavy Duty